• donation 2

  • donation 2

การวิจัยและติดตามผล

มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ได้ร่วมงานกับหน่วยวิจัยการฟื้นฟูป่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Forru) ในการฟื้นฟูป่าด้วยวิธีพรรณไม้โครงสร้าง (Framework Tree Species) ควบคู่การวิจัยและติดตามผลอย่างต่อเนื่อง

การฟื้นฟูป่าด้วยวิธีพรรณไม้โครงสร้าง เลือกใช้พรรณไม้ท้องถิ่นให้เหมาะสมกับพื้นที่จำนวน 20-30 ชนิด ทั้งไม้โตช้าและไม้โตเร็ว ก่อนปลูกกล้าไม้จะถูกทำสัญลักษณ์ (ติดแท็ก) รอบโคนกล้าไม้ ติดตามผลการเจริญเติบโตโดยวัดความสูงของลำต้น ความกว้างของทรงพุ่ม เส้นผ่าศูนย์กลางของคอราก และคะแนนสุขภาพ ข้อมูลที่ได้เหล่านี้จะนำไปประเมินผลใช้คัดเลือกชนิดพรรณไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก ในการดำเนินงานทุกครั้ง มูลนิธิฯ ได้ร่วมกับเยาวชนและชุมชนในพื้นที่ให้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้ทุกคนได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของทรัพยากรป่าไม้

ผลจากการนำวิธีการดังกล่าวมาปรับใช้ ก่อให้เกิดการมีส่วนร่วม เกิดองค์ความรู้และประสบการณ์ในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น มูลนิธิฯ ยังได้ดำเนินการถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เยาวชน และชุมชนที่เข้าร่วมโครงการกับมูลนิธิฯ เพื่อให้การฟื้นฟูป่าเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โครงการวิจัย

  • ฮิต: 4179

โครงการ Giving Tree แต้มสีให้เมืองหลวง

โครงการนี้เป็นการเพิ่มความรู้และพัฒนาศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ในการเรียนรู้และทดลองเพาะพันธุ์กล้าไม้ชนิดต่าง ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งกล้าไม้คุณภาพจำนวนกว่า 600 ต้น ที่เพาะได้ในปี พ.ศ.2557 ทางมูลนิธิฯ ได้มอบเป็นของขวัญให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจนำไปปลูกเพื่อเพิ่มสีสันและความร่มรื่นให้กับเมืองหลวงของเรา ในอนาคตได้มีการวางแผนที่จะขยายกิจกรรมไปสู่เด็กและเยาวชนในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อไป

พื้นที่โครงการ

กรุงเทพมหานคร

ระยะเวลาดำเนินงาน

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557-ปัจจุบัน

จำนวนกล้าไม้ รุ่นที่ 1/2557

ลำดับ

ชนิด

จำนวนเมล็ดที่เพาะ

(เมล็ด)

เป้าหมายการงอก

จำนวนที่งอก

วันย้ายกล้า

จำนวนกล้า

(ต้น)

1

ราชพฤกษ์

300

150

196

20 มี.ค., 4 ก.ค.57

222

2

มะรุม

200

100

63

20 มี.ค., 4 ก.ค.57

67

3

ปีบ

200

100

30

4 ก.ค.57

37

4

มะขามป้อม

250

150

90

4 ก.ค.57

70

5

มะกอกป่า

200

100

9

4 ก.ค.57

37

6

ขนุน

250

100

244

1 เม.ย.57

244

 

รวมจำนวนกล้าไม้         677

ความสำเร็จของโครงการ

มูลนิธิฯ ได้นำกล้าไม้คุณภาพที่เพาะได้ไปแจกในงานออกบูธประชาสัมพันธ์ 3 ครั้ง ซึ่งมีผู้สนใจรับกล้าไปไปปลูกจำนวนมาก

  • ฮิต: 3352

โครงการมวลชนพัฒนาฟื้นผืนป่าแผ่นดินอีสานใต้

อุทยานแห่งชาติทับลานมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอุทยานในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าดงพญาเย็น–เขาใหญ่ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหลายชนิด อาทิ ช้างป่า กระทิง และเสือ และได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกกับยูเนสโกในปี พ.ศ.2548 อุทยานแห่งชาติทับลานจึงถือเป็นระบบนิเวศที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ

โครงการนี้เป็นความร่วมมือของชุมชนในพื้นที่และมณฑลทหารบกที่ 21 ค่ายสุรนารี ที่จะพลิกฟื้นพื้นที่ชายขอบของอุทยานที่ถูกใช้ทำการเกษตรเชิงเดี่ยวมาเป็นเวลานานให้กลับมาสมบูรณ์อีกครั้งโดยอาศัยวิธีการตามแนวทางของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ผสมผสานการจัดการน้ำ การบำรุงคุณภาพดิน และการเลือกพันธุ์ไม้ท้องถิ่นโตเร็ว โดยมีชุมชน และเยาวชนในพื้นที่เป็นกำลังหลักในการดำเนินโครงการ

พื้นที่โครงการ 

แปลงปลูกป่า 87 ไร่ และ 136 ไร่ อุทยานแห่งชาติทับลาน ตำบลบ้านราษฎร์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา

จำนวนพื้นที่

พื้นที่ 2 แปลง รวม 223 ไร่

ระยะเวลาดำเนินงาน

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558-2561

หน่วยงานร่วมจัด

อุทยานแห่งชาติทับลาน, สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี), มณฑลทหารบกที่ 21 ค่ายสุรนารี, จังหวัดนครราชสีมา, โรงเรียนและหมู่บ้านในตำบลบ้านราษฎร์

ผู้สนับสนุนโครงการ

บริษัท ยูพีเอส พาร์เซล ดิลิเวอร์รี่ เซอร์วิส จำกัด

ยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน 

1. การวิจัยและฟื้นฟูป่า เป็นการฟื้นฟูป่าที่การติดตามผลการเจริญเติบโต ทดลองวิธีการปลูกและธาตุอาหารที่เหมาะสมทั้งยังเอาใจใส่เป็นพิเศษกับการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ จำนวน 21 ชนิด รวมทั้งสิ้น 41,020 กล้าสำหรับการปลูก ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้รับความอนุเคราะห์กล้าไม้ทั้งหมดจากเรือนเพาะชำสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (ปราจีนบุรี), ศูนย์เพาะชำกล้าไม้นครราชสีมา, สถานีเพาะชำกล้าไม้หนองเต็ง–จักรราช, และศูนย์เพาะชำกล้าไม้มหาสารคาม

2. การบริหารจัดการน้ำ ซึ่งทางมูลนิธิฯ ได้รับความร่วมมือจากมูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการออกแบบบ่อเก็บน้ำ และวางทางน้ำในแปลง เพื่อให้มีความชุ่มชื้นหมุนเวียนภายในแปลงตลอดปี

3. กิจกรรมเยาวชน จุดยืนของมูลนิธิฯ คือต้องปลูกป่าในใจคนไปพร้อม ๆ กันด้วย จึงได้มีการจัดกิจกรรมอบรมค่ายเยาวชน และกิจกรรมร่วมติดตามผลในแปลงวิจัย กับ 4 โรงเรียนในพื้นที่ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับเยาวชน และเพื่อสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่จะเติบโตขึ้นมาปกป้องรักษาผืนป่าแห่งนี้ต่อไป

4. ความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ ได้มีการหมุนเวียนแรงงานจำนวนกว่า 200 คน จาก 10 หมู่บ้านในตำบลบ้านราษฏร์เข้ามาทำงานในแปลงปลูกป่า ทั้งนี้เพื่อกระจายรายได้และความมีส่วนร่วมทั้งผู้นำชุมชนและชาวบ้าน

การวิจัยของโครงการ 

มีแปลงทดลองทั้งหมด 21 แปลง เป็นการทดลองวิธีการปลูก, ทดลองธาตุอาหารที่เหมาะสมและการหาพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ โดยสรุปตามตารางต่อไปนี้

หัวข้อการวิจัย

แปลงทดลองที่ 1

แปลงทดลองที่ 2

แปลงทดลองที่ 3

แปลงทดลองที่ 4

*1.ปัจจัยธาตุอาหารที่มีผลต่อการเจริญเติบโต 

ปุ๋ยเคมี

ปลูกถั่วลิสง

ดินปลวกผสม

ควบคุม

(ไม่ใช้ธาตุอาหาร)

*2.วิธีการฟื้นฟู

หว่านเมล็ด

พันธุ์ไม้ท้องถิ่น

ปล่อยให้ฟื้นฟูเอง

   

3. ความหนาแน่น

ของกล้าไม้ 

400 ต้น/ไร่

200 ต้น/ไร่

   

*4. ตอยูคาที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้ 

ฉีดยาฆ่าตอยูคา

ไม่ฉีดยาฆ่าตอยูคา

ควบคุม

(ไม่ตัดไม่ปลูก)

 

5. แปลงสมุนไพร

       

*หมายเหตุ หัวข้อการวิจัยที่ 1, 2 และ 4 ทำการทดลอง 2 กลุ่ม 

              รวมทั้งหมด  21  แปลงทดลอง

พันธุ์ไม้ที่ปลูก จำนวน 21 ชนิด ได้แก่ กัลปพฤกษ์ กระบก ราชพฤกษ์ สารภี ยางนา เสลา ตะเคียนทอง ตะคร้อ สาธร สะเดา พะยูง มะค่าโมง หว้า มะหาด ประดู่ป่า มะเกลือ พะยอม อินทนิล สมอไทย แดง พฤกษ์

สรุปผลการวิจัย อยู่ระหว่างการทดลอง

  • ฮิต: 5036

โครงการปลูกและบำรุงรักษาป่าชายเลน

ป่าชายเลนเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำทางทะเลของไทยเพราะเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ ทั้งยังเป็นเกราะป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งและช่วยรักษาระบบนิเวศชายฝั่ง การฟื้นฟูป่าชายเลนเป็นกิจกรรมที่ทุกคนเข้าร่วมได้ตลอดปี สะดวก และสนุก จึงทำให้การปลูกป่าชายเลนเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมและสร้างความประทับใจในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับคนทุกเพศทุกวัย

พื้นที่โครงการ

1. บริเวณสะพานสุขตา สถานที่พักตากอากาศบางปู จังหวัดสมุทรปราการ

จำนวนพื้นที่ 40 ไร่

ระยะเวลาดำเนินงาน ปี พ.ศ.2542

2. บริเวณบ่อบำบัดน้ำเสีย อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ

จำนวนพื้นที่ 232 ไร่

ระยะเวลาดำเนินงาน ปี พ.ศ.2544-2547

หน่วยงานร่วมจัด กิจการร่วมค้า NVPSKG (N คือ บริษัท นอร์ทเวสท์ วอเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, V คือ บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำกัด, P คือ บริษัทประยูรวิศการช่าง จำกัด, S คือ บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) จำกัด, K คือ บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำกัด และ G คือ บริษัทเกตเวย์ ดิเวลอปเมนต์ จำกัด)

3. บริเวณคลองพิทยาลงกรณ์ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร

จำนวนพื้นที่ –

ระยะเวลาดำเนินงาน ปี พ.ศ.2547

หน่วยงานร่วมจัด ชุมชนในเขตบางขุนเทียน เพื่อร่วมฉลองในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ

4. ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน ตำบลตลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม

ศูนย์อนุรักษ์คลองโคนได้ร่วมกับชาวบ้านและหน่วยงานต่างๆ  เริ่มปลูกป่าตั้งแต่วันที่ 12 สิงหาคม 2534  เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ร่วมพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 6,000 กว่าไร่  โดยส่วนใหญ่เป็นป่าลำพู แสม ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2540-2551 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินและทรงร่วมปลูกป่า เป็นจำนวนถึง 6 ครั้ง

ในปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนของบ้านคลองโคนกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง มีสัตว์น้ำตามชายฝั่งมากมาย ทำให้เกิดมีอาชีพทางการประมงของคนในพื้นที่ที่สามารถเลี้ยงชีวิตได้อย่างพอเพียง มีการรวมกลุ่มอาชีพ เช่น กลุ่มชาวเรือ กลุ่มทำอาหาร กลุ่มกระเตง (บ้านพักกลางทะเลสำหรับเฝ้าฟาร์มหอย) และมีการพัฒนาสถานที่ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เสริมสร้างความเข้มแข็งและรายได้ที่มั่นคงให้กับชุมชน

จำนวนพื้นที่ 100 ไร่

ระยะเวลาดำเนินงาน ปี พ.ศ.2551-ปัจจุบัน

หน่วยงานร่วมจัด ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลนคลองโคน

5. บ้านขุนสมุทรจีน ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ

บ้านขุนสมุทรจีนเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ตั้งอยู่ที่ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ เดินทางเข้าถึงด้วยทางเรือเท่านั้น ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันชุมชนประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง จึงมีแนวทางในการสร้างเขื่อนแนวหินป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งควบคู่กับการปลูกต้นไม้เพื่อเป็นแนวชะลอคลื่นรักษาพื้นที่ชุมชนและฟื้นฟูระบบนิเวศ

จำนวนพื้นที่ –

ต้นไม้ที่ปลูก จำนวนกว่า 2,000 ต้น

ระยะเวลาดำเนินงาน ปี พ.ศ.2557-ปัจจุบัน

หน่วยงานร่วมจัด ชุมชนบ้านขุนสมุทรจีน

ผู้สนับสนุนโครงการ บริษัท ยูพีเอส พาร์เซล ดิลิเวอร์รี่ เซอร์วิส จำกัด

ความสำเร็จของโครงการ

1. มีพื้นที่ป่าชายเลนกลับคืนมา พร้อมกับสร้างรายได้เข้าสู่ชุมชน
2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมประทับใจที่ได้ร่วมกิจกรรมปลูกต้นไม้ และสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน

ป่าชายเลน… ขุมทรัพย์ชายฝั่งทะเล
โดย ศาสตราจารย์ ดร.สนิท  อักษรแก้ว ประธานสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ความหมายและการกระจายพื้นที่ป่าชายเลน

ป่าชายเลนเป็นสังคมพืชพบอยู่ทั่วไปบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลบริเวณปากอ่าว ลำคลอง ทะเลสาบ และรอบเกาะแก่งต่างๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีน้ำทะเลท่วมถึง หรือเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเป็นบริเวณพื้นที่น้ำกร่อยทั้งในแถบโซนร้อน และพื้นที่บางส่วนของกึ่งโซนร้อน “ป่าชายเลน” หรือชาวบ้านที่อาศัยบริเวณริมฝั่งทะเลมักเรียกกันติดปากว่า “ป่าโกงกาง” เนื่องจากมีไม้โกงกางเป็นไม้เด่นและขึ้นอยู่เป็นจำนวนมากนั่นเอง เมื่อพิจารณาจากสภาพภูมิประเทศบริเวณชายฝั่งป่าชายเลนเป็นเสมือนพื้นที่หรือเขตแนวที่เชื่อมต่อระหว่างพื้นที่บนบกกับทะเลนั่นเอง ซึ่งนับเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทั้งในแง่นิเวศวิทยา สิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจเป็นอย่างยิ่ง

ป่าชายเลนของโลกขึ้นอยู่ทั้งหมดประมาณ 100 ประเทศ โดยส่วนใหญ่จัดขึ้นกระจัดกระจายอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลเขตร้อน ตั้งแต่ประเทศอเมริกาตอนใต้ อเมริกากลาง อัฟริกา เอเชีย และหมู่เกาะแปซิฟิค ป่าชายเลนสามารถขึ้นอยู่และเจริญเติบโตได้บ้างในเขตกึ่งร้อน เช่น ประเทศนิวซีแลนด์ พื้นที่ทั้งหมดของป่าชายเลนของโลก พบว่ามีประมาณ 113.4 ล้านไร่ เขตร้อนอัฟริกาประมาณ 21.3 ล้านไร่ และในเขตร้อนแถบเอเชียรวมถึงออสเตรเลียและหมู่เกาะแปซิฟิคประมาณ 52.5 ล้านไร่ ประมาณ 64.4 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ป่าชายเลนทั้งหมดของโลก อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ป่าชายเลนมากที่สุดในโลก มีพื้นที่ประมาณ 26.57 ล้านไร่ และรองลงมาคือประเทศบราซิลมีประมาณ 15.63 ล้านไร่ ตามลำดับ

สำหรับประเทศไทยในปี พ.ศ.2539 จากการสำรวจภาพถ่ายดาวเทียมพบว่ามีป่าชายเลนอยู่เพียงประมาณ 1.04 ล้านไร่เท่านั้น ป่าชายเลนของประเทศจะขึ้นกระจายตลอดชายฝั่งทะเล สำหรับภาคตะวันออกตั้งแต่จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี จนถึงฉะเชิงเทรา และภาคกลางจากสมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งทั้งสองภาครวมแล้วมีพื้นที่ประมาณเพียง 10.8 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สำหรับภาคใต้ฝั่งทะเลตะวันตกของอ่าวไทย ตั้งแต่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา จนถึงปัตตานี และด้านชายฝั่งทะเลอันดามัน จากระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง จนถึงสตูล มีพื้นที่มากที่สุดถึง 89.2 เปอร์เซ็นต์ของป่าชายเลนทั้งหมดของประเทศ

องค์ประกอบของป่าชายเลน

ป่าชายเลนเป็นแหล่งรวมของสิ่งมีชีวิตนานาพันธุ์ทั้งพืชและสัตว์ พันธุ์ไม้ที่พบในป่าชายเลนของประเทศไทยประมาณ 60 ชนิด และที่สำคัญได้แก่ ไม้โกงกาง แสม ประสัก โปรง ถั่ว ลำพู ลำแพน ฝาด ตาตุ่ม เป็นต้น และยังพบพวกสาหร่ายหลายชนิดอาศัยตามลำต้น รากหายใจและรากอากาศ สำหรับสัตว์น้ำมีทั้งปลา กุ้ง หอย ปู โดยพบว่าปลามีถึง 72 ชนิด ทั้งเป็นปลาที่อาศัยอยู่ประจำ ปลาอาศัยอยู่ชั่วคราว ปลาที่มากับกระแสน้ำ และปลาที่พบในบางฤดูกาล และชนิดที่สำคัญ ได้แก่ ปลากระบอก ปลากระพง ปลานวลจันทร์ ปลากุเรา ปลากะรัง และปลาตีน เป็นต้น

สำหรับกุ้งมีประมาณ 15 ชนิด และชนิดที่สำคัญ ได้แก่ กุ้งแชบ๊วย กุ้งกุลาดำ กุ้งกะเปาะ กุ้งหัวมันและกุ้งฝอย เป็นต้น ส่วนปูมีประมาณ 30 ชนิด ที่สำคัญได้แก่ กลุ่มปูแสม ปูก้ามดาบ และปูทะเล ซึ่งเป็นปูที่นิยมรับประทานและมีราคาสูง สำหรับหอยในป่าชายเลนมีทั้งประเภทสองฝา และฝาเดียว พบทั้งที่เกาะติดกับราก ลำต้น กิ่งและใบ ส่วนใหญ่จะเป็นหอยฝาเดียวประมาณ 22 ชนิด และที่สำคัญคือหอยขี้กา และหอยกระทิ ส่วนหอยสองฝามีเพียง 4 ชนิด และที่สำคัญคือหอยนางรม

นอกจากนั้น ป่าชายเลนยังเป็นที่อยู่ของพวกนก และสัตว์ประเภทอื่นอีกนานาชนิด ซึ่งนกที่สำคัญได้แก่ นกยางกรอก นกเหยี่ยว นกปากเหมือนช้อนสีดำ และสัตว์อื่นๆ ได้แก่ ลิงแสม ค้างคาว นาก งู กิ้งก่า เต่า และแมลงอีกนานาพันธุ์ ส่วนสัตว์ขนาดเล็ก เช่น จุลินทรีย์ แพลงตอนพืช และแพลงตอนสัตว์มีเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่าป่าชายเลนเป็นแหล่งที่อยู่ของพันธุ์พืช และสัตว์นานาชนิดอย่างสมบูรณ์

คุณค่าและความสำคัญของป่าชายเลน

คุณค่าและความสำคัญของป่าชายเลนมีมากมายหลายประการ และเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายพอสรุปไว้ดังนี้ คือ “ป่าชายเลน” เป็นเสมือน “ธนาคารไม้” ที่สามารถเก็บเกี่ยวนำมาใช้ทำฟืน ทำถ่าน และการก่อสร้าง “ป่าชายเลน” เป็นเสมือน “บ้าน” หรือที่อยู่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดบริเวณชายฝั่งทะเล ทั้งนี้เนื่องจากเป็นแหล่งรวมของพันธุ์ไม้และสัตว์น้ำนานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์น้ำยังใช้ป่าชายเลนเป็นที่วางไข่ อนุบาลตัวอ่อนและหลบภัยอีกด้วย “ป่าชายเลน” เป็นเสมือน “ครัว” คือแหล่งปรุงอาหารจำนวนมหาศาล จากใบไม้ ซากไม้ที่ร่วงหล่นแต่ละปีและสลายตัวเป็นธาตุอาหารปริมาณมากสำหรับต้นไม้และสัตว์น้ำนานาชนิด เพื่อการเจริญเติบโต

“ป่าชายเลน” ยังเป็นเสมือน “โรงบำบัดน้ำเสีย” ที่มีประสิทธิภาพและใช้เงินลงทุนต่ำบริเวณชายฝั่งทะเล เนื่องจากพันธุ์พืชป่าชายเลนมีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะระบบรากที่ช่วยดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ และฟอกน้ำเสียให้เป็นน้ำสะอาดได้ ป่าชายเลนสร้างความสดชื่นและอากาศบริสุทธิ์ของชายฝั่งทะเล ดังนั้น “ป่าชายเลน” เปรียบเสมือน “โรงฟอกอากาศ” ที่สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ และเพิ่มปริมาณออกซิเจนในอากาศให้สดชื่นโดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง “ป่าชายเลน” เป็นเสมือน “โรงพยาบาล” ที่สามารถนำพืชและสัตว์หลายชนิดไปใช้เป็นสมุนไพรกับชุมชนชายฝั่งทะเล

“ป่าชายเลน” เป็นเสมือน “กำแพงชายฝั่ง” ที่สามารถป้องกันดินพังทลายและลมพายุที่รุนแรง เช่นกรณีสึนามิ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ป่าชายเลน” เป็นเสมือน “ห้องเรียนธรรมชาติ” ใช้เพื่อการศึกษาวิจัยธรรมชาติชายฝั่งทะเล และสุดท้าย “ป่าชายเลน” เป็นเสมือน “สะพาน” ที่เชื่อมต่อระหว่างบกกับทะเลในการสร้างความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งทะเลและระบบนิเวศใกล้เคียง คือระบบนิเวศหญ้าทะเลและปะการัง

และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางและต้องจดจำตลอดไปคือ “ป่าชายเลน” เป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” อย่างยั่งยืนของราษฎรที่อาศัยบริเวณชายฝั่งทะเลและพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อการดำรงชีวิต ด้วยความสำคัญและคุณค่าของป่าชายเลนดังกล่าวที่สรุปมาทั้งหมดพอจะกล่าวได้ว่า “ป่าชายเลน” เป็นทรัพยากรธรรมชาติหรือขุมทรัพย์ของชายฝั่งอย่างแท้จริง ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจของประเทศอย่างมหาศาล

การลดลงของพื้นที่

และความเสื่อมโทรมของป่าชายเลน

ป่าชายเลนของประเทศไทยเป็นที่น่าเสียดายได้ถูกตัดฟันทำลายเพื่อกิจกรรมต่างๆ อย่างกว้างขวางและต่อเนื่องมาโดยตลอด เช่น การทำนากุ้ง ทำเหมืองแร่ สร้างที่อยู่อาศัย สร้างถนนหนทาง สถานที่ราชการ เป็นต้น กล่าวคือในปี พ.ศ.2504 ประเทศมีป่าชายเลนอยู่ประมาณ 2.3 ล้านไร่ และได้ถูกทำลายแปรสภาพลงเรื่อยๆ จนในปี พ.ศ.2536 พบว่ามีป่าชายเลนของประเทศเหลืออยู่เพียง 1.04 ล้านไร่เท่านั้น การทำลายป่าชายเลนไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมใดก็ตาม นอกจากจะมีผลกระทบโดยตรงต่อการสูญเสียพื้นที่ และความอุดมสมบูรณ์ของต้นไม้แล้ว ยังทำให้ปริมาณและการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนบริเวณชายฝั่ง ตลอดจนสัตว์น้ำที่เลี้ยงตามชายฝั่งลดลงไปด้วย และในที่สุดจะส่งผลไปสู่การขาดความสมดุลของชายฝั่ง นั่นหมายถึงมีผลกระทบโดยตรงต่อ “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของชุมชนชายฝั่งและเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมด้วย

นโยบายการจัดการทรัพยากรป่าชายเลน

นโยบายการจัดการทรัพยากรป่าชายเลนเพื่อให้เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืนได้นั้นจะต้องจัดการใน 3 เรื่องหลักคือ การสร้างและฟื้นฟู การคุ้มครองและป้องกัน และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ในด้านการสร้างและฟื้นฟู รัฐจะต้องมีการสำรวจพื้นที่ให้ถูกต้องชัดเจนว่ามีพื้นที่ส่วนไหนสามารถปลูกขึ้นใหม่ได้  เช่น หาดเลนงอกใหม่ และพื้นที่เสื่อมโทรม ซึ่งจะต้องฟื้นฟูให้มีสภาพสมบูรณ์ขึ้น ในด้านการคุ้มครองและป้องกัน รัฐจะต้องกำหนดให้ชัดเจน พื้นที่ส่วนไหนที่มีความสำคัญต่อการประมง ต่อการพังทลายของชายฝั่ง จะต้องกำหนดให้เป็นพื้นที่คุ้มครอง และขณะเดียวกันจะต้องมีแผนป้องกันที่รัดกุมอย่างมีประสิทธิภาพ

และประการสุดท้าย การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รัฐจะต้องศึกษาระบบการใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ควบคู่กับการอนุรักษ์ป่าชายเลนด้วย เช่น ระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำควบคู่กับป่าชายเลน การเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรป่าชายเลน เป็นต้น การจัดการทรัพยากรป่าชายเลนจะประสบผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องมีความร่วมมือและมีส่วนร่วมของชุมชนและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคีโดยพร้อมเพรียงกัน

“ป่าชายเลนให้กำเนิดหลายชีวิตโปรดอย่าคิดทำลาย”

  • ฮิต: 32921

โครงการนำไม้พะยูงเชิงคุณภาพ คืนสู่ถิ่นมุกดาหาร

พะยูง (Dalbergiacochinchinen Pierre) เป็นไม้เนื้อแข็ง พบเฉพาะในประเทศไทย ลาว กัมพูชาคนโบราณเชื่อว่าเป็นไม้มงคล มีความศักดิ์สิทธิ์ นิยมปลูกในบ้านเพื่อเสริมดวงและบารมีของเจ้าของบ้าน หากแต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความต้องการไม้พะยูงจากประเทศจีนเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาไม้พะยูงสูงขึ้นจากเดิมหลายเท่าตัว จนเกิดการลักลอบตัดไม้พะยูงมากขึ้น และบ่อยขึ้น จนทำให้ไม้พะยูงได้สูญพันธุ์จากประเทศลาวและกัมพูชาหมดแล้ว ดังนั้นเราจึงอาจกล่าวได้ว่า ณ ปัจจุบัน พื้นที่อีสานคือป่าพะยูงผืนสุดท้ายของโลก

มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ ร่วมกับจังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร ได้ชักชวนประชาชนในจังหวัดมุกดาหารเข้าร่วมโครงการฟื้นฟูไม้พะยูงและป่าของจังหวัดมุกดาหาร เพื่อกระตุ้นให้เกิดกระแสการอนุรักษ์ไม้พะยูง และทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเพิ่มและดูแลรักษาไม้พะยูงอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดให้มีการ

1) แจกกล้าไม้พะยูงที่มีคุณภาพจำนวน 99,999 ต้น ให้ประชาชนและหน่วยงานที่สนใจรับไปปลูก พร้อมติดตามผล

2) อบรมเพาะกล้าไม้พะยูงเพื่อสร้างรายได้

3) วิจัยและติดตามผลแปลงทดลองร่วมกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา

พื้นที่โครงการ

1. แปลงทดลองการวิจัยปลูกไม้พะยูงและไม้มีค่าบ้านดอนส้มโฮง ตำบลดงมอน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จำนวนพื้นที่ 9 ไร่

2. แปลงทดลองการวิจัยปลูกไม้พะยูงและไม้มีค่าบ้านดงมอน ตำบลดงมอน อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร จำนวนพื้นที่ 2 ไร่

3. พื้นที่ชุมชน วัด โรงเรียน สถานที่ราชการและเอกชนในจังหวัดมุกดาหาร

ต้นไม้ที่ปลูก 

ไม้พะยูงจำนวน 99,999 ต้น

ระยะเวลาดำเนินงาน

ตั้งแต่ปี พ.ศ.2557-2558

หน่วยงานร่วมจัด

จังหวัดมุกดาหาร และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมุกดาหาร

ผู้สนับสนุนโครงการ

1. มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์
2. มูลนิธิกรุงเทพประกันภัย
3. บริษัท อาหารยอดคุณ จำกัด

การวิจัยของโครงการ 

พื้นที่ปลูกทั้งหมด 11 ไร่  โดยใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นจำนวน 9 ชนิด ได้แก่ เพกา ยางนา ตะเคียนทอง พะยูง มะค่าโมง ประดู่ป่า แดง เสลา สัก ทำการวิจัยติดตามผลโดยแบ่งเป็น 2 แบบ ดังนี้

1. แปลงปลูกป่าวิจัยติดตามผล แบบที่ 1 ปลูกเสริมป่า พื้นที่จำนวน 9 ไร่ บ้านดอนส้มโฮง

       1) แปลงควบคุม 1 ไร่  (40X40 เมตร) ไม่ปลูกและไม่ตัดต้นไม้ธรรมชาติเดิม

      2) แปลงเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต ทำการทดลองแบบ randomized complete block design (RCBD) เพื่อทดสอบและเปรียบเทียบการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้ทั้ง 9 ชนิด จำนวน 135 ต้น

2. แปลงปลูกป่าเพื่อการติดตามผล แบบที่ 2 ปลูกฟื้นฟู พื้นที่จำนวน 2 ไร่ บ้านดงมอน
        1) แปลงเก็บข้อมูลการเจริญเติบโต 1 ไร่ (40X40 เมตร) จำนวน 500 ต้น/ไร่

2) แปลงที่ไม่ได้ทำการเก็บข้อมูล 1 ไร่ (40X40 เมตร) จำนวน 499 ต้น/ไร่

การติดตามผล

1. แปลงปลูกป่าวิจัยติดตามผล แบบที่ 1 ปลูกเสริมป่า พื้นที่จำนวน 9 ไร่ บ้านดอนส้มโฮง

เนื่องจากในปี 2558-2559 เป็นปีที่แห้งแล้งจัดทั่วประเทศไทย และมีไฟป่าเข้ามาทำลายกล้าไม้กว่าครึ่งในแปลง ทำให้อัตรารอดโดยเฉลี่ยต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 60 ค่อนข้างมาก อย่างไรก็ดีจากการติดตามผลกลับพบว่า สักมีอัตรารอดสูงถึง 50% และมีความสูงเฉลี่ยอยู่ที่ 3.4 เมตร เนื่องจากสักเป็นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีหลังโดนไฟป่า

การค้นพบนี้เน้นย้ำความสำคัญของการป้องกันไฟป่าด้วยการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในพื้นที่ ทำแนวกันไฟ มีการเฝ้าระวังไฟตลอดหน้าแล้ง และมีแผนรับมือหากเกิดไฟป่าขึ้น นอกจากนั้นเรายังสามารถคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่ทนไฟหรือเจริญเติบโตได้ดีหลังไฟเข้า เช่น สัก มาเป็นพันธุ์ไม้หลักในการฟื้นฟูป่าในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าอีกด้วย

2. แปลงปลูกป่าเพื่อการติดตามผล แบบที่ 2 ปลูกฟื้นฟู พื้นที่จำนวน 2 ไร่ บ้านดงมอน เก็บข้อมูลการเจริญเติบโตของกล้าไม้ทั้งหมด 5 ครั้ง สรุปได้ว่า พันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับพื้นที่มีอัตรารอดที่น่าพอใจ คือ ประดูป่า มีอัตรารอดเฉลี่ย 65%, แดง 58% และสัก 58% และชนิดที่เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่นี้ได้แก่ ยางนา มีความสูงถึง 2.2 เมตร, แดง 1.8 เมตร และเพกา 1.7 เมตร เนื่องจากลักษณะของพื้นที่แปลงปลูกเป็นดินทราย ความชื้นน้อย สภาพอากาศค่อนข้างแล้ง จึงทำให้กล้าไม้บางชนิดเจริญเติบโตได้ไม่ดี จากการติดตามผลสามารถสรุปได้ว่าการคัดเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสมกับพื้นที่มีความสำคัญอย่างมากในการฟื้นฟูป่าให้ได้ผลสัมฤทธิ์สูงที่สุด

กราฟแสดงผลอัตราการรอด แปลงบ้านดงมอน

กราฟแสดงผลเฉลี่ยความสูง แปลงบ้านดงมอน

กราฟแสดงผลเฉลี่ยการเจริญเติบโตของคอราก (โคนต้น) แปลงบ้านดงมอน

ตรวจเยี่ยมไม้พะยูง

มูลนิธิฯ ได้ไปตรวจเยี่ยมติดตามผลในพื้นที่ 13 แห่ง ที่ชาวบ้านรับกล้าไม้นำกลับไปปลูก ได้แก่ วัด โรงเรียน หน่วยงานราชการ และสวนของชาวบ้าน พบว่ามีการปลูกแบบสวนผสมและปลูกเชิงเดี่ยว โดยได้ข้อสรุปว่าปัจจัยที่ทำให้กล้าพะยูงเติบโตได้ดีคือ การบำรุงรักษาดูแลรดน้ำและใส่ปุ๋ยอย่างต่อเนื่อง

ความสำเร็จของโครงการ

โครงการนี้เป็นโครงการที่ชาวมุกดาหารเข้าร่วมกันอย่างกว้างขวาง กระตุ้นให้เกิดกระแสอนุรักษ์ไม้พะยูง และทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเพิ่มและดูแลรักษาไม้พะยูงอย่างเป็นรูปธรรม

  • ฮิต: 4681

มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์

เลขที่ 19 ซอยกรุงเทพกรีฑา 8 แยก 16
แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ
กรุงเทพมหานคร 10240

โทรศัพท์ : 0839146950, 0839146951, 0632320666

E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

ลิขสิทธิ์ © 2569 มูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์